วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แบบทดสอบบทที่ 8ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์


https://forms.gle/Am6YYBQv1UxrrCFWA

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8

1. ถ้านักศึกษาเป็นผู้บริหารในองค์กร จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการแข่งขันด้านการตลาดของตนอย่างไร และมีข้อสังเกตอย่างไรกับการทำธุรกิจในปัจจุบัน
ตอบ ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขายป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขายเพิ่มยอดขายสินค้าและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้นสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือยอดขายของสินค้าทุกชนิดในบริษัท เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดต้องการแผนการส่งเสริมการขายและสารสนเทศที่เกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนของสินค้าแต่ละชนิดเพื่อให้ความสำคัญกับสินค้าตัวที่ทำกำไร

2. กลยุทธ์บทบาทของระบบสารสนเทศอะไร ที่จะนำมาช่วยกระบวนการปรับรื้อระบบ และการจัดการคุณภาพ
ตอบ กลยุทธ์ด้านความรวดเร็วความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3.จงยกตัวอย่าง บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กระบวนการปรับรื้อทางธุรกิจ
ตอบ บริษัทบาธรูม ดีไซน์ จำกัด ป็นบริษัทขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจโดยเริ่มต้นจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย ต่อมาปี ๒๕๔๐เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย บริษัทฯ ประสบปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัว ในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง ทำให้ยอดขายของบริษัทฯลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในกิจการของตนเอง จึงทำให้บริษัท บาธรูมดีไซน์ จำกัด สามารถผ่านวิกฤตการณ์มาได้และประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

4.จงยกตัวอย่างความสำเร็จของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท DEC ปัจจุเป็นบริษัทลูกที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณที่มาก รวมการรับส่งไปรษณ์อิเล็กทรอนิกส์วันละหลายพันข้อความและเสนอข้อความทางสื่อประสมกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์บนแม่ข่ายเว็บ เป็นต้น สิ่งนี้เป็นผลให้บริษัทขายคอมพิวเตอร์ Alpha ได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ

5.จงยกตัวอย่างความล้มเหลวของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท Chase Manhattan สูญเสียผลกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดหหลังจากความเพียรพยายามที่จะใช้ประโยชน์ IT ในเชิงกลยุทธิ์ทางเทคโนโลยี

6.จงอธิบายถึงประโยชน์ของบริษัทเสมือน
ตอบ ประโยชน์ของบริษัทเสมือนจริง ได้แก่
1. องค์การ
2. ผลผลิต
3. คนทำงาน
4. ระยะทาง
5. สถานที่ตั้ง

7.เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ ซึ่งสามารถประสานงานระหว่างลูกค้า ร้านค้า และอื่นๆ ได้อย่างไร
ตอบ โดยการเปลี่ยนขั้นตอนที่ไร้แบบแผนไปสู่การดำเนินการที่เป็นกิจวัตรหรือแบบแผน ลด หรือนำมาใช้แทนแรงงานมนุษย์ได้ และนำพาข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าสู่กระบวนการ เป็นต้น

กรณีศึกษาบทที่ 8

กรณีศึกษา  Ford Motor Company: การใช้อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต เพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน

      ตอบคำถามจากกรณีศึกษา
1. อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต ช่วย Ford ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการการทำงานทางธุรกิจได้อย่างไร
ตอบ คือช่วยให้ประหยัดเงินได้มากมาย ช่วยให้ Ford เปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ จาก ผลิตและขาย หันมาเป็นกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแบบ ผลิตตามความต้องการ

2. ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของ Ford ก่อให้เกิดอะไรบ้าง
ตอบ การส่งรถยนต์จากโรงงานไปสู่ตัวแทนตำหน่ายจะใช้เวลาเพียง 15วัน คือผลิตยานยนต์ให้ได้ตามความต้องการ ทำให้ประหยัดเงินได้หลายล้านเหรียญสหรัฐในสภาพคลังสินค้าและค่าใช้จ่ายปัจจุบัน

3.ผลกำไรที่ Ford หวังว่าจะได้รับจากการใช้อินเทราเน็ต เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการซื้อคืออะไร
ตอบ ตัวแทนจำหน่ายจะสามารถให้ลูกค้าสั่งซื้อและจัดส่งรถได้ทุกประเภท พนักงานขายสามารถนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กับลูกค้าและให้ลูกค้าระบุอุปกรณ์ที่ต้องการ ดูรูปประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลด้วยความละเอียดระดับสูง สั่งซื้อรถและสามารถรับทราบวันที่แน่นอนในการจัดส่ง

แหล่งที่มา http://soawapa-soawapa.blogspot.com/2011/09/8.html

บทที่ 8 ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์


                                     ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ 
ระบบสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงในองค์การ   เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำหรับการรื้อปรับระบบและการเปลี่ยนแปลงองค์การใน 4 ระดับ คือ การปรับเปลี่ยนระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงระดับกระบวนการปฏิบัติงาน การออกแบบระบบงานใหม่ และการเปลี่ยนแนวความคิด

ระบบสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงองค์การ

          เทคโนโลยีสารสนเทศนอกจากจะถูกนำมาช่วยในการดำเนินงานขององค์การให้บรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว  ยังเป็นเครื่องมือสำหรับการรื้อปรับระบบและการเปลี่ยนแปลงองค์การใน  4  ระดับ  คือ
          1.  การปรับเปลี่ยนระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานอัตโนมัติ (Automation)
          2.  การเปลี่ยนแปลงระดับกระบวนการปฏิบัติงาน (Rationalization of Procedures) 
          3.  การออแบบระบบงานใหม่ (Business Process Reengineering : BPR)
          4.  การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shifts)

ระดับของกลยุทธ์

          กลยุทธ์ (Strategy)  คือ   แผนรวมขององค์การที่นำเอาข้อได้เปรียบและจุดเด่นในด้านต่างๆมาใช้ประโยชน์  และปรับลดจุดด้อยเพื่อแสวงหาโอกาสและหลีกเลี่ยงอุปสรรค  ซึ่งจะทำให้องค์กรสามรถอยู่รอดและเจริญเติบโตได้ในระยะยาว  รวมทั้งสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยทั่วไปมีกลยุทธ์ 3 ระดับ  ดังนี้
1. กลยุทธ์ระดับบริษัทหรือองค์การ (Corporate Strategy)   กำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในระยะยาว  มุ่งพิจารณาถึงธุรกิจที่องค์การควรดำเนินการ
2. กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) กำหนดโดยผู้บริหารหน่วยธุรกิจ ให้ความ สำคัญกับการแข่งขันของหน่วยธุรกิจ
3. กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) กำหนดโดยหัวหน้าหน่วยงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ เช่น  การเงิน การตลาด การดำเนินการ และทรัพยากรบุคคล   เพื่อสนับสนุนและสอดคล้อง กับกลยุทธ์ระดับที่สูงกว่า

กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์

1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)  วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ภายนอกองค์การ   การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การจะพิจารณาเกี่ยวกับโอกาส และ อุปสรรค จะแบ่งเป็น
 - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไป   วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจในมุมกว้าง เช่น ปัจจัยทางการเมือง  เทคโนโลยี  สังคม  และ เศรษฐกิจ
 - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน   เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานโดยตรง เช่น รัฐบาล วัตถุดิบ คู่แข่งขัน ลูกค้า
 - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ช่วยให้ทราบถึงจุดแข็ง  จุดอ่อน ขององค์การ 
2. การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy Formulation)  นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมากำหนดทิศทาง แนวทาง กรอบความคิด
3. การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Implementation)  นำแผนที่กำหนดไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับปัจจัยทั้งทางตรงทางอ้อมที่มีผลต่อความสำเร็จและล้มเหลวของกลยุทธ์
4. การควบคุมกลยุทธ์ (Strategy Control)  กำหนดกฎเกณฑ์ และมาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางในการวัด และเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ การควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลว่าเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการหรือไม่

ความหมายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์

    ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบสารสนเทศใดๆที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพการแข่งขันขององค์การให้ดีขึ้น
    ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบที่สนับสนุนหรือกำหนดแนวทางกลยุทธ์ในการแข่งขันของหน่วยธุรกิจ
    ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบสารสนเทศที่ช่วยให้องค์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ลดความเสียเปรียบ ช่วยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ขององค์การ

โมเดลแรงผลักดันในการแข่งขันของพอร์เตอร์   ( Portes’s Competitive Force Model)

          ไมเคิล  อี. พอร์เตอร์  ได้พัฒนาโมเดลเพื่อวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน โดยองค์การจะประสบแรงผลักดันในการแข่งขัน ( Competitive Forces ) ดังนี้
     1. อุปสรรคจากผู้แข่งขันรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาด  ( Threat  of   Entry  of  New  Competitors  )
     2. อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต  ( Bargaining  Power  of  Suppliers )
     3. อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ หรือ ลูกค้า  (Bargaining  Power  of  Buyers/Customers )
     4. การแข่งขันระหว่างกิจการต่างๆในอุตสาหกรรม  ( Rivaly  Among  Existing  Competitors )
     5. อุปสรรคที่เกิดจากสินค้า หรือ บริการทดแทน  ( Threat  of  Substitute Products/Services )
โมเดลแรงผลักดันในการแข่งขันของพอร์เตอร์  พอร์เตอร์  ได้เสนอกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ดังนี้
             1. กลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านราคา (Cost  Leadership  Strategy)  องค์การจะต้องค้นหาให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการที่ดีในความรู้สึกของลูกค้ามีลักษณะพื้นฐานอย่างไร และจะต้องบริหารกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นให้มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม
         2. กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation  Strategy ) การสร้างบริการขององค์การให้มีลักษณะที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่งขัน ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทำให้ลูกค้ายึดติดในสินค้า และบริการนั้น
             3. กลยุทธ์เน้นกลุ่มเป้าหมาย  (Focus  Strategy)  การเลือกตลาดเป้าหมายสำหรับสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะแคบลง หรือ มีตลาดเฉพาะด้าน ซึ่งจะมีคู่แข่งน้อยลง แต่มีช่องว่างทางการตลาด กลยุทธ์นี้จะใช้ความพิเศษเหนือกว่าคู่แข่งขันทั้งในด้านสินค้า และ บริการ เช่น  กระเป๋ายี่ห้อดัง ( Brand Name ) รถยนต์ที่เน้นความปลอดภัยขอผู้ขับขี่และผู้โดยสาร  นาฬิกา “ สวิซส์ ”  สุดยอดแห่งความเที่ยงตรง คงทนและงดงาม

กรอบแนวคิดของไวส์แมน

     ไวส์แมน ได้ขยายความคิดของ พอร์เตอร์ และเสนอกรอบแนวคิดที่เรียกว่า ทฏษฎีแรงผลักดันด้านกลยุทธ์ (Theory of Strategy Thrust ) องค์การจะจัดการเก็บแรงผลักดันต่างๆ โดยสร้างกลยุทธ์ดังนี้
          1. กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Diffentiation)
          2. กลยุทธ์ด้านราคา  (Cost)
          3. กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม  (Innovation)
          4. กลยุทธ์ด้านการเจริญเติบโต (Growth)
          5. กลยุทธ์ด้านพันธมิตร (Alliance)
         โดยมีแนวคิดกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง  และกลยุทธ์ด้านราคา จะเหมือนกับแนวคิดของพอร์เตอร์ สำหรับกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมนั้นเป็นวิธีการหรือการกระทำใหม่เพื่อสร้างสินค้าใหม่ ผลิตและส่งสินค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจ หากมีการพัฒนานวัตกรรมของสินค้า หรือบริการอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ทัน
        ส่วนกลยุทธ์ด้านการเจริญเติบโตเป็นการขยายตัว และสร้างคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นโดยอาจขยายตัวในแนวระนาบ
         องค์การอาจใช้กลยุทธ์ด้านพันธมิตร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น การสร้างระบบสารสนเทศระหว่างองค์การ ที่เชื่อมต่อระบบสารสนเทศขององค์การเข้ากับระบบสารสนเทศขององค์การอื่น โดยมีการใช้ข้อมูลร่วมกันและเป็นกระบวนการทำงานอัตโนมัติ

โมเดลห่วงโซ่คุณค่า   (Value Chain Model)

          พอร์เตอร์  ได้เสนอโมเดลห่วงโซ่แห่งคุณค่า ซึ่งเน้นกิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุนที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการขององค์การ หรือราคาของสินค้านั้นมีผลมาจากการเชื่อมโยงคุณค่าในแต่ละขั้นตอน
          โมเดลห่วงโซ่คุณค่า  กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรนำเข้า  โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการนำวัตถุดิบ จากผู้ขายวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต กระบวนการจัดจำหน่าย  จนถึงกระบวนการจัดส่งไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย และบริการหลังการขาย
1. กิจกรรมหลัก (Primary Activities)
    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต  กระจายสินค้าหรือบริการ  การส่งมอบ และบริการหลังการขาย  ได้แก่
-  การลำเลียงเข้า  (Inbound Logistics)    เป็นกิจกรรมที่ลำเลียงวัตถุดิบ หรือทรัพยากรทางธุรกิจเข้าสู่อง๕การ
-  การดำเนินงานหรือการผลิต  (Operations)  เป็นกิจกรรมในการแปลงวัตถุดิบ หรือ ทรัพยากรทางธุรกิจให้เป็นสินค้าหรือบริการ
-  การลำเลียงออก  (Outbound LOGISTICS)  เป็นกิจกรรมในการลำเลียงส่งสินค้า ที่ผลิตแล้วออกสู่ตลาดซึ่งเกี่ยวกับงานคลังสินค้า  การจัดการวัสดุ  และการกำหนดตารางการจัดส่ง
-  การตลาดและการขาย  (Marketing and Sales)    เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการขาย  ช่องทางการจัดจำหน่าย  การกำหนดราคา  และส่วนประสมผลิตภัณฑ์
 -  การบริการ (Services)  เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า  เช่น การติดตั้ง  การซ่อมแซมผลิตภัณฑ์
2. กิจกรรมสนับสนุน  (Support Activities) 
    กิจกรรมที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินการของกิจกรรมหลัก  ได้แก่
 -  โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท  (Firm  Infrastructure)   ประกอบด้วยกิจกรรมเกี่ยวกับการเงิน  การบัญชี   การจัดการทั่วไป  กฎหมาย  และระบบข้อมูล
-  การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)   ประกอบด้วยกิจกรรมด้านการจัดหา  การคัดเลือก  การฝึกอบรม และพัฒนา  การยกระดับความรู้และทักษะ รวมถึงการรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับพนักงาน
-  การพัฒนาเทคโนโลยี  (Technology Management)   เกี่ยวข้องกับงานวิจัย และพัฒนา
-  การจัดหา   ( Procurement)   เกี่ยวข้องกับการซื้อปัจจัยการผลิต เช่น  วัตถุดิบ อุปกรณ์  เครื่องจักร วัสดุสิ้นเปลือง

ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ   (IT) ต่อการแข่งขัน

          พอร์เตอร์ และ มิลลาร์ กล่าวถึงผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ต่อการแข่งขันใน 3 แนวทางที่สำคัญ  คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม และ กฎ ในการแข่งขัน
          1.  การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม
          2.  การใช้ไอทีที่ช่วยให้มีการดำเนินงานที่ดีเหนือคู่แข่งขัน    
          3.  การใช้ไอทีในการสร้างธุรกิจใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่างแผนกลยุทธ์ธุรกิจ  และ แผนกลยุทธ์ระบบสารสนเทศ

          1. ระบบบริหารคลังสินค้าอัตโนมัติ และระบบการวางแผนการผลิต   ช่วยให้การจัดเก็บวัตถุดิบในคลังมีจำนวนที่เหมาะสม  ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารวัสดุคงคลัง
          2. ระบบเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างพันธมิตร   เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงธุรกิจขององค์การกับบริษัทพันธมิตรเข้าด้วยกัน  เช่น  การใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเลคทรอนิกส์ หรือ อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมโยงองค์การเข้ากับผู้จัดส่งวัตถุดิบในการผลิต เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอ และในระดับที่เหมาะสมกับความต้องการ  องค์การทำการเชื่อมโยงผู้จัดส่งวัตถุดิบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศกัน และ สามารถทำงานร่วมกันได้
          3. ระบบฐานข้อมูลลูกค้า  โดยข้อมูลลูกค้าอาจได้มาจากหลายแหล่ง เช่น นำข้อมูลลูกค้ามาจากเว็บไซต์โดยใช้ซอร์ฟแวร์สำหรับติดตามลูกค้า มาใช้ในการติดตามพฤติกรรมลูกค้า ข้อมูลที่ได้รวบรวมมาจะถูกนำมาวิเคราะห์หาสิ่งที่สนใจ
       4. ระบบบริการหลังการขาย   ติดตามปัญหาของลูกค้าในการใช้สินค้า หรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นคำร้องเรียน   ปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อคิดเห็นต่างๆ จะช่วยให้ฝ่ายตลาดไปใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือการบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม
แหล่งที่มา  www.gotoknow.org

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562

แบบฝึกหัดท้ายบทที่7

1.อะไรคือความแตกต่างระหว่างความสามารถของผู้บริหารในการเรียกข้อมูลออกมาใช้ตามความต้องการของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ และความสามารถจัดการเรื่องบริหารการตัดสินใจโดยใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
ตอบ ระบบการตัดสินใจเป็นประเภทหลักของระบบสารสนเทศที่คอมพิวเตอร์เป็นพื้นฐานติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจระหว่างขั้นตอนตัดสินใจระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้คือ1.รูปแบบจำ ลองในการวิเคราะห์ 2.ฐานข้อมูลเฉพาะ 3.ผู้ที่ตัดสินใจหรือหรือผู้ตัดสิน 4.การติดต่อระหว่างกัน

2.ระบบงานการขาย มีความก้าวหน้ากว่า แต่ก่อนมาก เมื่อต้องการข้อมูลสำหรับการทำงานในองค์กร เนื่องจากความต้องการเรื่องกลยุทธ์ และการบริหารการตัดสินใจในธุรกิจเปลี่ยนไป ให้นักศึกษาอธิบายเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงนี้
ตอบ  แผนกลยุทธ์ คือการตัดสินใจวางแผนอย่างมีระบบ  มีทิศทางมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน  มีความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม  เพื่อให้องค์กรสามารถดำรงอยู่ได้ในอนาคตโดยอาศัยการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของทุกฝ่ายเทคนิค คือ กลวิธีต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการ ขั้นตอน วิธีการ หรือการกระทำใดๆ เพื่อช่วยให ้ กระบวน การ ขั้นตอน วิธีการ หรือการกระทำนั้นๆ มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เทคนิค การสอน จึงหมายถึง กลวิธีต่างๆ ที่ใช้เสริมกระบวนการสอน ขั้นตอนการสอน วิธีการสอน หรือการดำเนิน การทางการสอนใดๆ เพื่อช่วยให้การสอนมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในการบรรยาย ผู้สอนอาจ ใช้เทคนิคต่างๆ ที่สามารถช่วยให้การบรรยายมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การยกตัวอย่าง การใช้สื่อ การใช้คำถาม เป็นต้น
            การทำให้องค์การสามารถปฏิบัติงานได้ จะต้องมีความรู้เรื่องทักษะของคน ความเข้าใจคน การสร้างความประทับใจที่ดีต่อบุคคล การใช้เวลาที่เหมาะสม การไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อประกอบในการตัดสินใจในการบริหารงาน

3. มีแนวทางไหนบ้าง ที่นักศึกษาใช้โปรแกรมตารางคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาช่วยในการตัดสินใจ
ตอบ   ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support system : DSS) ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการจัดรูปแบบข้อมูล การนำข้อมูลมาใช้ และการรายงานข้อมูลเพื่อที่จะใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้บริหารต่างๆระบบ  DSS จะมีความสามารถในการใช้งานได้ดีกว่าระบบประมวลผลรายการและระบบรายงานการจัดการ เนื่องจากระบบ DSS สามารถที่จะปรับเปลี่ยนตัวแปร ที่แตกต่าง กันและทำการวิเคราะห์ใหม่ได้

4.ทำไมการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง จึงขยายไปยังระดับกลาง และขยายไปทั่วหมดทุกแผนกในองค์กร
ตอบ  ผู้บริหารระดับสูงจะต้องเป็นผู้ทรงความรู้ความสามารถในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับองค์การอย่างละเอียดและกว้างขวางจะต้องเป็นผู้รู้ความเป็นไปของธุรกิจ การดำเนินงาน รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบประเมินผลการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลอันเป็นผลให้ก่อประโยชน์ต่อองค์การหลีกเลี่ยงการพูดที่ทำให้เกิดความเสียหาย หรือภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์การ

5. ทำไมเครื่องคอมพิวเตอร์จึงสามารถคิดได้ อธิบายเหตุผล
ตอบ คอมพิวเตอร์คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อเนกประสงค์ที่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือ (tools) สำหรับเพิ่มปรสิทธิภาพในการทำงานด้านต่างๆๆ ให้ได้ตามต้องการของมนุษย์ เช่น ด้านการศึกษางานวิจัย วิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ        ระบบคอมพิวพิวเตอร์ คือ กลุ่มของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รวมตัวเข้าด้วยกันเพื่อร่วมกันประเมินผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น ๆ (ELECTRONIC DATA PROCESSING )หรือประ มวลผลข้อมูล (INFORMATION PROCESSING) นั้นเพมื่อให้ได้ข่าวสารตรงตามที่ต้องการ โดยที่ระบบคอมพิวเตอร์จะอ่านข้อมูล (INCOMING DATA) ประมวลผลข้อมูล(PROCESSING) แล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลนั้นๆ (OUTPUT) ให้กับผู้ใช้

6. การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในองค์กร ส่วนไหนสำคัญที่สุด บอกเหตุผลที่นักศึกษาเลือก
ตอบ ลักษณะการทำงานที่เป็นธรรมชาติ เพราะเป็นการพัฒนาลักษณะลักษณะการทำงานที่เป็นธรรมชาติ เป็นการพิจรณาจากหลักของการปฏิบัติการทางปัญญาประดิษฐ์แป็นส่วนที่สำคัญในการใช้ธรรมชาติของมนุษย์

7. การผสมผสานระหว่างระบบผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายเส้นประสาท จะก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง นักศึกษาคาดหวังจะเกิดเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างไรบ้าง
ตอบ เป็นการนำเอาระบบต่างๆ หรือเทคนิคต่างๆ ของปัญญาประดิษฐ์ที่กล่าวข้างต้นมาบูรณาการเข้าด้วยกันเป็ระบบ เดียว ส่วนใหญ่จะเป็นการบูรณาการระหว่างระบบผู้เชี่ยวชาญกับระบบเครือข่ายนิวรอนเข้าด้วยกัน เช่น โปรแกรมประยุกต์ดาต้าไมนิ่ง ด้านการตลาดและการขายของบริษัท
                จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ได้สร้างผลิตภัณฑ์มีรวบรวมเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ผสมผสานเพียงหนึ่งเดียว โดยประกอบด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับความนิยม ตัว คือ ระบบผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายเส้นประสาท เช่น การรวมเอาระบบ ES/NN ที่อาจจะพบกับแนวโน้มหรือการค้นหาความสัมพันธ์ที่ซ้อนอยู่ (ตามที่ตาข่ายเส้นประสาททำอยู่) และหลังจากนั้นจะมีการวินิจฉัยและตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในส่วนของปัญหาเฉพาะ (ตามที่ระบบผู้เชี่ยวชาญทำอยู่)

8. อะไรคือขอบเขตจำกัด หรืออันตรายที่นักศึกษามองเห็นในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ตอบ ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems) ระบบนี้จะพยายามลอกเลียนแบบความสามารถของ    ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ในการแก้ปัญหาต่างๆ
          ความเป็นจริงเสมือน หรือ ความจริงเสมือน (อังกฤษvirtual reality หรือ VR) เป็นสภาพแวดล้อมที่จำลองโดยคอมพิวเตอร์ สภาพแวดล้อมในความเป็นจริงเสมือนส่วนมากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ สิ่งที่เกี่ยวกับการมองเห็น แสดงทั้งบนจอคอมพิวเตอร์ หรือ อุปกรณ์แสดงผลสามมิติ แต่การจำลองบางอันยังรวมไปถึงข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวกับประสาทสัมผัสด้วย เช่น เสียงจากลำโพงหรือหูฟัง ระบบสำหรับทำการทดลองขั้นสูงยังรวมถึงการสัมผัสเช่นการตอบสนองต่อแรงป้อนกลับ โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมเสมือนได้ทั้งการใช้อุปกรณ์นำเข้ามาตรฐานเช่น แป้นพิมพ์ หรือ เมาส์ หรือใช้อุปกรณ์หลายภาวะ เช่น ถุงมือโครงลวด แขนควบคุม หรือ คันบังคับหลายทิศทาง

กรณีศึกษาบทที่ 7

1.อะไรเป็นมูลค่าทางธุรกิจของการประมวลผลการวิเคราะห์ออนไลน์ของบริษัท Office Depot
   ตอบ การได้ลิขสิทธิ์สำหรับใช้ในการโฆษณาส่งเสริมการขาย
2.บริษัท Office Depot ได้ผลจากการลงทุนสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศที่นำ OLAP ไปใช้งานอย่างไร
   ตอบ ทำให้การขายสูงขึ้นถึง เปอร์เซนต์ในช่วงครึ่งปีหลัง
3.บริษัท Office Depot ควรที่จะมีการเตรียมให้ผู้จัดส่งสินค้าผ่านเอ็กซ์ทราเน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลทางการตลาดหรือไม่ เพราะอะไร
   ตอบ ควรเตรียมผู้จัดหาสินค้าที่มีการทำงานร่วมกับการเข้าถึงข้อมูลทางการตลาดในระบบอินทราเน็ตที่ใช้ Wired ของการเชื่อมโยงใน OLAP บริษัทพร้อมที่จะแบ่งส่วนในการทำงานของการขายร่วมกับผู้จัดหาสินค้าหลักอีกสองแหล่งทั้งหมดที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในการเปลี่ยนแปลงชุดการติดต่อธุรกิจภายใน