วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

บทที่ 4 ภาพรวมของการจัดการ การจัดกรฐานข้อมูล

                                    ภาพรวมของการจัดการ การจัดกรฐานข้อมูล
             ข้อมูล (Data) เป็นทรัพยากรสำคัญที่จำเป็นในการจัดการเหมือนกับทรัพย์สินอื่นๆของธุรกิจ องค์กรส่วนใหญ่จะไม่สามารถอยู่รอดหรือประสบความสำเร็จได้หากปราศจากข้อมูลที่มีคุณภาพ (Quality Data) เพื่อการดำเนินกิจการภายในและที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายนอก
องค์กรอยู่ภายใต้ภาวะความกดดันอย่างมากในการเตรียมสารสนเทศที่มีคุณภาพสำหรับช่วยในการตัดสินใจให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าถึงและนำมาใช้งาน ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีสารสนเทศที่ดีเพื่อการปฏิบัติงานในหน้าที่อันวิกฤตของพวกเขาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การแข่งขันด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น และวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่สั้นลง
นี่คือเหตุผลที่องค์กรและผู้จัดการจำเป็นต้องฝึกฝนการจัดการทรัพยากรข้อมูล (Data Resource Management) โดยใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ เช่น การจัดการฐานข้อมูล (Data Management) รวมถึงเครื่องมือการจัดการอื่นๆ เพื่อจัดการทรัพยากรข้อมูลขององค์กรให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ บทนี้จะแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของการใช้เทคโนโลยีจัดการฐานข้อมูลและวิธีการในการจัดการทรัพย์สินข้อมูลขององค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสารสนเทศของธุรกิจ

แนวคิดข้อมูลพื้นฐาน
          แนวคิดพื้นฐานว่าข้อมูลถูกจัดระเบียนในระบบสารสนเทศได้อย่างไร ระดับของข้อมูลมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มหรือส่วนย่อยของข้อมูล ดังนั้นข้อมูลอาจถูกจัดระเบียบเชิงตรรกะในรูปตัวอักขระ เขตข้อมูล ระเบียน แฟ้ม และฐานข้อมูล แบบเดียวกับการเขียนที่สามารถจัดระเบียบเป็นตัวอักษร คำ ประโยค และย่อหน้า
- ตัวอักขระ (Character) ส่วนย่อยของข้อมูลเชิงตรรกะขั้นต้น ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ 1 ตัว อาจมีข้อโต้แย้งว่า Bit หรือ Byte น่าจะเป็นส่วนย่อยของข้อมูลขั้นต้นมากกว่า แต่ในนิยามนี้อ้างถึงส่วนย่อยของการจัดเก็บทางด้านกายภาพ (Physical Storage)
- เขตข้อมูล (Field) ระดับถัดไปเป็นเขตข้อมูลหรือหน่วยข้อมูล (Data Item) เขตข้อมูลประกอบด้วยกลุ่มของอักขระ เช่น กลุ่มของตัวอักขระที่เป็นตัวอักษรของชื่อบุคคลอยู่ในรูปแบบของเขตข้อมูลชื่อ และกลุ่มของตัวเลขยอดขายอยู่ในรูปแบบของเขตข้อมูลยอดขาย เป็นต้น
- ระเบียน (Record) เขตข้อมูลที่สัมพันธ์กันถูกจัดเป็นกลุ่มในรูปแบบระเบียน แสดงการรวบรวมคุณสมบัติที่ใช้อธิบายเอนทิตี (Entity) เช่น ระเบียนเงินเดือน ซึ่งประกอบด้วยเขตข้อมูลที่อธิบายถึงคุณสมบัติเช่น ชื่อคน หมายเลขประกันสังคม และอัตราค่าจ้าง ระเบียนที่มีความยาวคงที่ (Fixed-length) จะบรรจุเขตข้อมูลจำนวนคงที่และมีความยาวเป็นตัวเลขที่คงที่ ส่วนระเบียนที่มีความยาวไม่คงที่ (Variable-length) จะบรรจุเขตข้อมูลที่มีจำนวนและความยาวที่ไม่คงที่
- แฟ้ม (File) กลุ่มของระเบียนที่สัมพันธ์กัน เรียกว่า แฟ้ม (File) หรือตาราง (Table) เช่น แฟ้มพนักงานจะประกอบด้วยระเบียนพนักงาน แฟ้มอาจจำแนกได้ตามความถี่ของการใช้งาน เช่น แฟ้มเงินเดือน (Payroll File) หรือแฟ้มสินค้าคงคลัง (Inventory File) หรือตามประเภทของเอกสารที่เก็บ เช่น แฟ้มเอกสาร (Document File) หรือแฟ้มภาพกราฟิก (Graphical Image File) หรือตามระยะเวลาที่เก็บ เช่น แฟ้มหลัก (Master File) กับแฟ้มรายการเปลี่ยนแปลง (Transaction File) แฟ้มรายการเปลี่ยนแปลงประกอบด้วยระเบียนของรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างงวดและอาจนำมาใช้เป็นระยะๆ เพื่อการปรับปรุงระเบียนในแฟ้มหลัก แฟ้มประวัติรายการเปลี่ยนแปลงที่ล้าสมัย (History File) หรือแฟ้มหลักที่ยังคงเก็บไว้เพื่อสำรองหรือสำหรับการเก็บประวัติในระยะยาว จะเรียกว่า หน่วยเก็บจดหมายเหตุ (Archival Storage)
- ฐานข้อมูล (Database) เป็นการรวบรวมแบบบูรณาการของระเบียนหรือออบเจ็กต์ (Objects) ในเชิงตรรกะที่สัมพันธ์กัน อันประกอบด้วยข้อมูลที่ใช้อธิบายถึงเอนทิตี รวมถึงการปฏิบัติงานกับข้อมูลนั้น

ฐานข้อมูลเป็นที่รวบรวมระเบียนที่เก็บในรูปแฟ้ม ให้เป็นระเบียนส่วนกลาง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการใช้งาน ข้อมูลที่เก็บในฐานข้อมูลจะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์ที่ใช้งาน และเป็นอิสระจากอุปกรณ์ที่จัดเก็บ



แนวคิดเชิงการจัดการฐานข้อมูล
    การพัฒนาฐานข้อมูล และซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล เป็นวิธีการพื้นฐานสมัยใหม่ของการจัดระเบียบ ข้อมูล แนวคิดเชิงการจัดการฐานข้อมูล (Data Management Approach) นั้นรวบรวมระเบียนและออบเจ็กต์ให้เป็นฐานข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้โดยโปรแกรมประยุกต์ (Application Programs) นอกจากนี้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำคัญที่เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) ทำหน้าที่เป็นส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับฐานข้อมูล ที่ช่วยผู้ใช้ให้เข้าถึงระเบียนในฐานข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการจัดการฐานข้อมูลจึงเกี่ยวข้องกับการใช้ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลเพื่อควบคุมวิธีการสร้างฐานข้อมูล การค้นหา และการบำรุงรักษา เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการสำหรับผู้ใช้และองค์กร
ดังนั้น แนวคิดการจัดการฐานข้อมูลเกี่ยวข้องกับ 3 กิจกรรมเบื้องต้น คือ
  • การปรับปรุงและบำรุงรักษาฐานข้อมูล เป็นผลมาจากรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดใหม่และเหตุการณ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงระเบียนข้อมูล
  • การเตรียมสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน โดยการแบ่งปันข้อมูล (Sharing of Data) ในฐานข้อมูลเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากส่วนต่อประสานของโปรแกรมสำเร็จรูประบบจัดการฐานข้อมูล ดังนั้น ผู้ใช้และโปรแกรมเมอร์จึงไม่จำเป็นต้องทราบว่าข้อมูลมีการจัดเก็บทางกายภาพอยู่ที่ใดและด้วยวิธีการอย่างไร
  • การเตรียมความสามารถในการโต้ตอบ ค้นหา และจัดทำรายงาน โดยโปรแกรมระบบจัดการฐานข้อมูลสำเร็จรูป ดังนั้น ผู้ใช้สามารถค้นหาฐานข้อมูล สร้างรายงาน และรับการตอบกลับจากคำร้องขอสารสนเทศตามความต้องการเฉพาะ ได้อย่างรวดเร็ว และโดยง่าย
ประเภทของฐานข้อมูล
   การพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศและโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจมีผลให้เกิดฐานข้อมูลหลายประเภท 
 6 ประเภทหลักเชิงความคิดของฐานข้อมูลที่พบในองค์กรธุรกิจ
        ฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการ (Operational Database) เก็บรายละเอียดของข้อมูลที่ต้องการเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการของทั้งองค์กร อาจเรียกว่า ฐานข้อมูลซับเจ็กแอเรีย (Subject Area Database : SADB) ฐานข้อมูลรายการเปลี่ยนแปลง (Transaction Databases) หรือฐานข้อมูลผลผลิต (Production database) เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า ฐานข้อมูลบุคคล ฐานข้อมูลสินค้าคงคลัง และฐานข้อมูลอื่นๆที่บรรจุข้อมูลที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ
        ฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Analytical Database) เก็บข้อมูลและสารสนเทศที่ดึงมาจากฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการและฐานข้อมูลภายนอก ประกอบด้วยข้อมูลสรุปและสารสนเทศที่จำเป็นต่อผู้จัดการองค์กรและผู้ใช้ อาจเรียกว่า ฐานข้อมูลเชิงจัดการ (Management Database) ฐานข้อมูลสารสนเทศ (Information Database) หรือฐานข้อมูลหลายมิติ (Multidimensional Database) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เข้าถึงโดยระบบประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบต่อตรง (Online Analytical Processing : OLAP)

       คลังข้อมูล (Data Warehouses) เก็บข้อมูลปัจจุบันและปีก่อนๆ โดยดึงจากฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการต่างๆ ขององค์กร เป็นแหล่งข้อมูลส่วนกลางที่ได้ถูกคัดเลือก แก้ไข จัดมาตรฐาน และรวบรวมเพื่อใช้สำหรับการวิเคราะห์ธุรกิจ การวิจัยตลาด และสนับสนุนการตัดสินใจ คลังข้อมูลอาจแบ่งออกเป็นตลาดข้อมูล (Data Mart) ซึ่งเก็บส่วนย่อยของข้อมูลเฉพาะอย่างจากคลัง การใช้ฐานข้อมูลคลังข้อมูลหลักคือการทำเหมืองข้อมูล (Data mining) ซึ่งข้อมูลในคลังข้อมูลจะถูกประมวลผลเพื่อกำหนดปัจจัยหลักและแนวโน้มจากอดีตของกิจกรรมทางธุรกิจ

        ฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Databases) หลายๆ องค์กรทำซ้ำ (Replicate) และกระจายสำเนา (Copies) หรือบางส่วนของฐานข้อมูลไปยังแม่ข่ายเครือข่ายหลายๆ สถานที่ ฐานข้อมูลแบบกระจายนี้สามารถติดตั้งอยู่บนเครื่องแม่ข่ายเครือข่าย World Wide Web บนอินทราเน็ตขององค์กร หรือเอ็กซ์ทราเน็ต ฐานข้อมูลแบบกระจายอาจจะสำเนาจากฐานข้อมูลเชิงปฏิบัติการหรือฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ฐานข้อมูลสื่อหลายมิติ หรือฐานข้อมูลประเภทอื่นๆ เพื่อปรับปรุงการทำงานของฐานข้อมูลและเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่าข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูลแบบกระจายขององค์กรได้รับการปรับปรุงตรงกัน (Consistently) และให้ทันสมัยพร้อมกัน (Concurrently Updated)
         ฐานข้อมูลผู้ใช้ (End User Databases) ประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่พัฒนาโดยผู้ใช้ที่สถานีปลายทาง เช่น ผู้ใช้อาจจะมีเอกสารอิเล็กทรอนิกส์หลายๆ สำเนาที่ได้ดาวน์โหลดจาก World Wide Web จากโปรแกรมสำเร็จรูปประมวลผลคำ หรือรับจากไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่เกิดจากการใช้แผ่นตารางทำการ (Spreadsheet) และโปรแกรมประยุกต์ระบบจัดการฐานข้อมูล
     ฐานข้อมูลภายนอก (External Databases) การเข้าถึงสารสนเทศที่มีค่าของฐานข้อมูลภายนอกจากพาณิชย์บริการต่อตรง (Commerial Online Services) โดยจ่ายค่าธรรมเนียม หรือจากแหล่งต่างๆบนอินทราเน็ต บน World Wide Web ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายหรือไม่มีค่าใช้จ่าย จากเว็บไซท์จัดเตรียมหน้าเชื่อมโยงหลายมิติ (Hyperlink) ของเอกสารสื่อประสมที่ไม่รู้จบ (Endless) เพื่อการเข้าถึงฐานข้อมูลสื่อหลายมิติ (Premedia Database) ข้อมูลในรูปสถิติของกิจกรรมเศรษฐศาสตร์และประชากรจากธนาคารข้อมูลสถิติ (Stratistical Data Banks) การเรียกดู (View) หรือดาวน์โหลด (Download) บทคัดย่อหรือสำเนาที่สมบูรณ์จำนวนนับร้อยจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จดหมายข่าว งานวิจัย ข้อความ และวารสารอื่นๆ จากฐานข้อมูลบรรณานุกรม (Bibliographic) และต้นฉบับเต็ม (Full Text)

ประโยชน์และข้อจำกัดของการจัดการฐานข้อมูล
         แนวคิดเชิงการจัดการฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับผลประโยชน์ที่สำคัญๆ มีหลายประการ เช่น การลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การรวบรวมข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อการเข้าถึงจากหลายโปรแกรมและหลายผู้ใช้ โปรแกรมเป็นอิสระจากรูปแบบของข้อมูลและประเภทของฮาร์ดแวร์สำหรับจัดเก็บ ผู้ใช้ได้รับรายงานและการสอบถาม / การโต้ตอบ (Inquiry/Response) เพื่อได้สารสนเทศที่ต้องการโดยง่าย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกทำให้ง่ายขึ้นเพราะไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบเชิงตรรกะของข้อมูลหรือสถานที่จัดเก็บทางกายภาพของข้อมูล สุดท้ายการบูรณการและความปลอดภัยของข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นเพราะการเข้าถึงและการแก้ไขฐานข้อมูลถูกควบคุมโดยซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล
       ข้อจำกัดของการจัดการฐานข้อมูลเพิ่มขึ้นเนื่องจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น ดังนั้นแนวคิดเชิงการจัดการฐานข้อมูลทำให้เกิดปัญหาจัดการทรัพยากรข้อมูล การพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีประเภทข้อมูลที่ซับซ้อนและการติดตั้ง DBMS ที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูง มีความต้องการฮาร์ดแวร์มากขึ้นเนื่องจากความต้องการจัดเก็บข้อมูลขององค์กร และโปรแกรม DBMS ที่ใหญ่ขึ้น เวลาที่ใช้ในการประมวลผลที่ยาวขึ้น อาจเป็นผลมาจากโปรแกรมประยุกต์ประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลงที่มีขนาดใหญ่เพราะช่วงชั้นของซอฟต์แวร์ระหว่างโปรแกรมประยุกต์และระบบปฏิบัติการที่มากขึ้น สุดท้ายถ้าองค์กรวางใจในฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralize Database) อาจจะเป็นเหตุให้เกิดข้อผิดพลาด ฉ้อฉล และล้มเหลวเพิ่มมากขึ้น ในทำนองเดียวกันปัญหาในเรื่องความไม่แน่นอนของข้อมูลอาจจะเพิ่มขึ้นได้ถ้าใช้แนวทางฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database) ดังนั้นความปลอดภัยและบูรณาการของฐานข้อมูลขององค์กรจึงเป็นภาระหลักในการจัดการทรัพยากรข้อมูลองค์กร



เทคนิคพื้นฐานของการจัดการฐานข้อมูล (Technical Foundations of Database Management)
      ลองนึกถึงความยุ่งยากในการดึงเอาสารสนเทศจากระบบสารสนเทศถ้าข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บอยู่ในรูปที่ถูกจัดระเบียน หรือไม่มีแนวทางที่เป็นระเบียบในการดึงข้อมูล ดังนั้นระบบสารสนเทศทุกระบบทรัพยากรข้อมูลจะต้องถูกจัดระเบียบและจัดโครงสร้างในรูปแบบตรรกะบางอย่างเพื่อที่จะสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ประมวลผล อย่างมีประสิทธิภาพ ดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นโครงสร้างข้อมูลและวิธีการเข้าถึงจากแบบง่ายถึงแบบซับซ้อน จึงถูกนำมาใช้เพื่อการจัดระเบียบที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บในระบบสารสนเทศ

โครงสร้างฐานข้อมูล (Database Structures)
        ความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนเดี่ยวหลายๆระเบียนที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลนั้น อยู่บนพื้นฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงตรรกะ (Logical Data Structure) หรือแบบจำลอง (Models) โปรแกรมสำเร็จรูประบบจัดการฐานข้อมูลถูกออกแบบให้ใช้โครงสร้างข้อมูลเฉพาะเจาะจง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงสารสนเทศที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้ง่ายและเร็ว โดยโครงสร้างฐานข้อมูลพื้นฐานแบ่งออกได้เป็น 5 แบบ คือ แบบจำลองเชิงลำดับชั้น แบบเชิงเครือข่าย แบบเชิงสัมพันธ์ แบบเชิงวัตถุ และแบบเชิงหลายมิติ
1) โครงสร้างเชิงลำดับชั้น (Hierarchical Structure) แต่เดิมนั้นโปรแกรมสำเร็จรูป DBMS บนเมนเฟรมใช้โครงสร้างเชิงลำดับชั้นซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนจากโครงสร้างลำดับชั้นหรือแบบต้นไม้ ในแบบจำลองเชิงลำดับชั้นแต่ดั้งเดิมนั้นทุกระเบียนไม่เป็นอิสระและจัดอยู่ในโครงสร้างหลายระดับซึ่งประกอบด้วยหนึ่งระเบียนเป็นรากและระเบียนอื่นๆเป็นระดับรองลงไป ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างระเบียนเป็นแบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-many) เพราะว่าแต่ละส่วนย่อยข้อมูลมีความสัมพันธ์กับส่วนย่อยเหนือขึ้นไปเท่านั้น ข้อมูลส่วนย่อยหรือระเบียนที่ระดับสูงที่สุด เรียกว่า ราก (Root) ส่วนย่อยข้อมูลใดๆเข้าถึงได้โดยการเคลื่อนลงไปข้างล่างจากรากไปตามกิ่งก้านสาขาของต้นไม้จนกระทั่งถึงตำแหน่งของระเบียนที่ต้องการ
2) โครงสร้างแบบเครือข่าย (Network Structure) สามารถแสดงด้วยความสัมพันธ์เชิงตรรกะที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และยังคงใช้ในโปรแกรมสำเร็จรูป DBMS บนเมนเฟรม ซึ่งอนุญาตความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-many) เป็นแบบจำลองเครือข่ายที่สามารถเข้าถึงส่วนย่อยข้อมูลทางหนึ่งในหลายๆทาง เพราะส่วนย่อยข้อมูลหรือระเบียนใดๆสามารถสัมพันธ์กับส่วนย่อยข้อมูลอื่นๆใดๆได้ เช่น รูปที่ 7.16 ระเบียน Department สามารถสัมพันธ์กับระเบียน Employee มากกว่าหนึ่งระเบียน และระเบียน Employee สามารถสัมพันธ์กับระเบียน Project มากกว่าหนึ่งระเบียน
3) โครงสร้างเชิงสัมพันธ์ (Relational Structure) เป็นที่นิยมมากที่สุดในบรรดาสามโครงสร้างนี้ มีการนำมาใช้กับโปรแกรมสำเร็จรูป DBMS ไมโครคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์และระบบเมนเฟรม ในแบบจำลองเชิงสัมพันธ์นั้นส่วนย่อยข้อมูลทั้งหมดภายในฐานข้อมูลถูกจัดเก็บในรูปแบบตาราง (Table) ที่เรียบง่าย รูปที่ 7.16 แสดงแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างระเบียน Department และระเบียน Employee ตารางอื่นๆ หรือความสัมพันธ์สำหรับฐานข้อมูลองค์กรอาจจะแสดงความสัมพันธ์ส่วนย่อยข้อมูลระหว่าง Project, Division, Product Line และอื่นๆ
4) โครงสร้างเชิงหลายมิติ (Multidimensional Structure) มีความแตกต่างจากแบบจำลองเชิงสัมพันธ์คือใช้โครงสร้างเชิงหลายมิติเพื่อจัดระเบียบข้อมูลและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ลองนึกถึงโครงสร้างเชิงหลายมิติเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ภายในสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ของข้อมูล แต่ละด้านของลูกบาศก์ถูกพิจารณาเป็นหนึ่งมิติของข้อมูล เป็นตัวอย่างที่แสดงแต่ละมิติที่สามารถแสดงกลุ่มที่แตกต่างกัน เช่น ประเภทผลิตภัณฑ์ เขตการขาย ช่องทางการจำหน่าย และเวลา
ผลประโยชน์หลักของฐานข้อมูลเชิงหลายมิติ คือ ความกะทัดรัดและการง่ายต่อความเข้าใจและง่ายต่อการปฏิบัติการส่วนย่อยข้อมูลซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน ฐานข้อมูลเชิงหลายมิติจึงกลายเป็นโครงสร้างฐานข้อมูลที่นิยมมากที่สุดสำหรับฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่สนับสนุนโปรแกรมประยุกต์การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบต่อตรง (OLAP) สำหรับการตอบคำถามที่ซับซ้อนของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
5) โครงสร้างเชิงวัตถุ (Object-Oriented Structure) แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงวัตถุได้รับการพิจารณาว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของยุคใหม่ของโปรแกรมประยุกต์สื่อประสมเชิงเว็บ แสดงถึงออบเจ็กต์ประกอบด้วยข้อมูลที่อธิบายถึงคุณสมบัติของเอนทิตี รวมทั้งการทำงานที่สามารถกระทำกับข้อมูลนั้น การสามารถในการห่อหุ้ม (Encapsulation) อนุญาตให้แบบจำลองสามารถจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ( กราฟิก ภาพ เสียง ข้อความ) ได้ดีขึ้นมากกว่าโครงสร้างฐานข้อมูลแบบอื่น
แบบจำลองเชิงวัตถุสนับสนุนการสืบทอด (Inheritance) ด้วยเหมือนกัน คือ ออบเจ็กต์ใหม่สามารถสร้างอัตโนมัติโดยการทำซ้ำ (Replicating) คุณลักษณะบางอย่างหรือทั้งหมดของออบเจ็กต์แม่ (Parent object) หนึ่งออบเจ็กต์หรือทั้งหมด ออบเจ็กต์บัญชีออมทรัพย์และเดินสะพัดสามารถทำซ้ำได้ทั้งจากคุณสมบัติที่เหมือนกันและการทำงานของออบเจ็กต์แม่ คือ ออบเจ็กต์บัญชีธนาคาร ความสามารถนี้ทำให้ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object-oriented Database Management System : OODBMS) เป็นที่นิยมในการออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเหลือ (Computer-aided Design : CAD) และในการเติบโตของโปรแกรมประยุกต์ เช่นเทคโนโลยีเชิงวัตถุที่ให้ผู้ออกแบบพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ แล้วเก็บบันทึกไว้เป็นออบเจ็กต์ในฐานข้อมูลเชิงวัตถุแทนทีหรือแก้ไขเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่

การวางแผนข้อมูลและการออกแบบฐานข้อมูล (Data Planning and Database Design)
         แสดงให้ เห็นถึงการพัฒนาฐานข้อมูลอาจจะเริ่มต้นด้วยกระบวนการวางแผนข้อมูลจากสูงไปต่ำ ผู้บริหารฐานข้อมูลและผู้ออกแบบทำงานร่วมกับผู้ใช้ เพื่อพัฒนาแบบจำลององค์กรที่กำหนดกระบวนการพื้นฐานธุรกิจขององค์กร แล้วจึงกำหนดสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการในกระบวนการธุรกิจ เช่น กระบวนการจัดซื้อ/รับของ (Purchasing /Receiving)  เป็นต้น
       ผู้ใช้สามารถระบุส่วนย่อยข้อมูลที่เป็นสิ่งที่ต้องการสำหรับการทำกิจกรรมเฉพาะด้านของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแผนภาพความสัมพันธ์เอนทีตี(Entity Relationship Diagrams : ERDs) ซึ่งเป็นแบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างหลายๆ เอนทิตีที่เกี่ยวข้องในกระบวนธุรกิจ
        ทรรศนะของผู้ใช้เป็นส่วนหลักของกระบวนการจำลองข้อมูล (Data Modeling) ที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยข้อมูลถูกระบุ แต่ละแบบจำลองข้อมูลกำหนดความสัมพันธ์เชิงตรรกะระหว่างส่วนย่อยข้อมูลที่ต้องการเพื่อสนับสนุนกระบวนการธุรกิจเบื้องต้น เช่น ผู้ขายสามารถขายมากกว่าหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือไม่ ลูกค้ามีบัญชีมากกว่าหนึ่งประเภทหรือไม่ พนักงานสามารถมีอัตราค่าแรงหลายอัตราหรือไม่ คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะระบุความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ต้องแสดงในแบบจำลองข้อมูลที่สนับสนุนกระบวนการธุรกิจ แบบจำลองข้อมูลเหล่านั้น สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงตรรกะ (Logical-Frameworks) ที่เรียกว่าเค้าร่าง (Schemas) และส่วนย่อยเค้าร่าง (Subschemas) ที่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานการออกแบบเชิงกายภาพของฐานข้อมูลและการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่สนับสนุนกระบวนธุรกิจขององค์กร เค้าร่างเป็นทรรศนะเชิงตรรกะโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยข้อมูลในฐานข้อมูล ขณะที่ส่วนย่อยเค้าร่างเป็นทรรศนะเชิงตรรกะของความสัมพันธ์ข้อมูลที่ต้องการเพื่อสนับสนุนโปรแกรมประยุกต์เฉพาะด้านของผู้ใช้ที่จะเข้าถึงฐานข้อมูลนั้น





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น